Curcuma longa Linn. หรือ Turmeric เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ Zingiberaceae มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสีเหลืองเข้ม จนถึงสีแสด มีชื่อสามัญอื่นอีกคือ ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง,ใต้) ขมิ้นหยอก (เชียงใหม่) ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น (ตรัง,ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) และ หมิ้น (ตรัง,ใต้)

 

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ขมิ้นชันเป็นยาสามัญประจำบ้าน (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 67 ง, 24 สิงหาคม 2542) ใช้ในการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ท้องเสียบรรเทาอาการผื่นคันตามผิวหนัง ขมิ้นชันเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-95 ซม. เหง้าใต้ดินรูปไข่มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ตรงกันข้ามเนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม ดอกช่อแทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมมี 3 พูตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ขมิ้นชันช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียด ขับลม แก้ท้องร่วง และช่วยในการรักษาโรคผิวหนังได้ (http://th.wikipedia.org) หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมีการทดลองในผู้ป่วยโรคท้องอืดท้องเฟ้อในโรงพยาบาล 6 แห่ง จำนวน 160 คน โดยรับประทานครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 4 ครั้ง พบว่าได้ผลดีกว่ายาขับลมและผู้ป่วยพึงพอใจ (Thamlikitkul et al., 1989) โดยน้ำมันหอมระเหยของขมิ้นชันเป็นสารออกฤทธิ์ในการขับลม (Ross and Brain, 1977) คือturmerone (ทูเมอโรน), atlantone (แอตแลนโทน) และ zingiberone (ซินจิเบอโรน) นอกจากนี้ยังพบว่าขมิ้นชันช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันหลังทำการผ่าตัดบายพาสได้

ในปัจจุบันคนไทยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular disease) เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 ราย และเสียชีวิตมากถึงชั่วโมงละ 1 รายโดยการรักษาส่วนใหญ่จะใช้วิธีการผ่าตัด งานวิจัยพบว่าการกินผงขมิ้นชันแคปซูลครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครั้งก่อนและหลังผ่าตัด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายได้ถึง 65 % (คู่สร้างคู่สม, 2012) การศึกษาสารสำคัญในขมิ้นชันพบว่ามีสาร Curcumin (เคอร์คิวมิน), Demethoxycurcumin และ bis-demethoxycurcumin (Revathyet al., 2011) ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการสมานแผล ลดการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ป้องกันตับอักเสบ ป้องกันการเกิดมะเร็งและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) (http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/curcuma.html)

ทั้งนี้ยาสมุนไพรที่นำมาใช้ในปัจจุบันมีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งที่ได้มาตรฐานและไม่ได้มาตรฐานหากเลือกซื้อและใช้ยาสมุนไพรที่ไม่ได้ผ่านการทำความสะอาด การคัดแยก รวมไปถึงการฉายรังสีฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อราและจุลชีพอื่น ๆ ที่ปะปนมา (เนื่องจากการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านอาจไม่สะอาดเท่าที่ควร) ท่านอาจจะได้รับสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา อาทิ เศษหญ้า ดิน ทราย เศษโลหะ ตะกั่ว ฯลฯ ซึ่งหากมีขนาดเล็กมากก็ไม่สามารถคัดแยกได้ด้วยสายตา ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งปนเปื้อนที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าที่มีอันตรายจำพวกแบคทีเรีย เชื้อรา และจุลชีพอื่น ๆ ชนิดของแบคทีเรียที่ไม่ควรเกินระดับ 1 กรัมและ 10 กรัมตามกำหนดขององค์การอาหารและยา (อย.) คือ Salmonella spp., Stapylococcus aureus และ Clostridium spp. นอกจากนี้ยังมีจุลชีพอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในกำหนดของ อย.แต่สามารถก่อโรคได้หากไม่มีมาตรฐานในการผลิตที่ถูกต้อง เช่น Escherichia coli ที่เป็นแบคทีเรียทีทำให้ท้องเสียเป็นต้น

 

ตัวอย่างฤทธิ์อื่น ๆ ของขมิ้นชัน

1. ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลและสมานแผลในกระเพาะอาหาร

turmerone (น้ำมันหอมระเหยของขมิ้นชัน) มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหาร โดยเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อที่เป็นแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นโดยกระตุ้นการหลั่ง mucin มาเคลือบกระเพาะอาหาร และสาร curcumin ขนาด 50 มก./กก. ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน (Muderji et al., 1981; Rafatullah et al., 1999; Sinha et al., 1975)นอกจากนี้ยังมีการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วย 10 คน เป็นชาย 8 คนและหญิง 2 คน อายุระหว่าง 16-60 ปี เป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแผล 0.5-1.5 ซม. ซึ่งมีอาการปวดท้องและอาการอื่นๆ ที่บ่งถึงภาวะแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารและ/หรือลำไส้เล็ก ทำการทดสอบโดยให้รับประทานขมิ้นชันแคปซูลขนาด 250 มก. ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง คือรับประทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง 3 มื้อ และรับประทานก่อนนอน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ การตรวจสอบโดยการส่องกล้อง ทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และ 12 สัปดาห์ หลังจากรักษา มีผู้ป่วยแผลหาย 7 ราย (70%) โดย แผลหายภายใน 4 สัปดาห์ 5 ราย (50%) แผลหายภายใน 8 สัปดาห์ 1 ราย (10%) และแผลหายภายใน 12 สัปดาห์ 1 ราย (10%) (Prucksunand et al., 1986) นอกจากนี้สารสกัดจากรากขมิ้นร่วมกับเหง้าขิง (1:1) มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacter pyroli ที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยความเข้มข้นของสารที่ 50 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ Helicobacter pyroli เป็นจำนวน 50% (Mahady et al., 2000)

 

2. ฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ (เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง)

สารสกัดน้ำของขมิ้นชัน มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ โดยเมื่อนำสารสกัดน้ำของขมิ้น ขนาด 3 มิลลิกรัมในช่วง 2 สัปดาห์ ก่อน ระหว่าง และหลังจากที่หนูถีบจักรเพศเมีย ได้รับ benzo[a]pyrene (สารก่อมะเร็ง) ขนาด 1 มก./ตัว สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าสามารถยับยั้งการเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารของหนูได้ (Azuine et al., 1992) นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นที่มีสาร turmerone และ curlone เป็นส่วนประกอบ มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ใน Ames test ที่ชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วย sodium azide (Jayaprakasha et al., 2002)สาร curcuminและสารสกัดเมทานอลของขมิ้นมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 โดยชักนำ TA98 + S9 ให้กลายพันธุ์ด้วย glycine 35 มิลลิโมลาร์ creatinine 70 มิลลิโมลาร์ และ glucose 70 มิลลิโมลาร์ (reflux ร่วมกับสารสกัดขมิ้นเป็นเวลา 2 ชม. ที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส) และใน TA100 + S9 ที่กลายพันธุ์ด้วย lysin1 โมลาร์ และ glucose 1 โมลาร์ (reflux ร่วมกับสารสกัดขมิ้นเป็นเวลา 150 นาที ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส) โดยสารก่อกลายพันธุ์ที่นำมาทดสอบนี้เรียกว่า maillard reaction products ซึ่งทราบโดยทั่วกันว่า เป็นสารก่อกลายพันธุ์ และสารก่อมะเร็งที่มีบทบาทสำคัญในโรคที่เกี่ยวกับเบาหวาน และโรคที่เกิดจากการเสื่อมอายุของร่างกาย

 

3. ฤทธิ์ต้านความเป็นพิษต่อยีน

สารในกลุ่ม phenolic จากขมิ้นที่ความเข้มข้น 25, 50 และ 100 ไมโครโมลาร์ มีฤทธิ์ป้องกันความเสียหายของ DNA ที่ถูกชักนำด้วย hydrogen peroxide เมื่อทำการทดลองกับเซลล์ lymphoblastoid TK6 ของมนุษย์ (Klungsupya et al., 2004) สาร curcuminจากขมิ้นขนาด 10 มก./กก. สามารถต้านความเป็นพิษต่อยีน เมื่อทำการทดสอบกับเซลล์ในไขกระดูกของหนูถีบจักร ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษด้วย cyclophosphamide (Premkuma et al., 2004)